Home -> About Us -> About FPRI
About Us

  

      ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่รู้จักกันในชื่อว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง”  ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลในยุคนั้น (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์)  ได้ใช้มาตรการเร่งด่วนหลายมาตรการในการเยียวยาความตกต่ำทางเศรษฐกิจและสังคม  และโครงการช่วยเหลือทางด้านเทคนิครูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รูปแบบของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยมีการสนับสนุนเงินทุนในการจัดหาบุคลากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายของกระทรวงการคลังเพื่อบริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว สถาบันฯนี้ยังถือว่าเป็นการจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการอยู่ภายใต้ สศค. จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง หรือ มูลนิธิ สวค. จึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างถาวรและเป็นทางการในรูปแบบของมูลนิธิที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการคลัง โดยในระยะแรกได้ใช้สถานที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชั้น 3 กระทรวงการคลังเป็นที่ตั้งในการดำเนินงาน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ในการดำเนินงานศึกษาวิเคราะห์วิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและดำเนินงานร่วมกันกับองค์กรต่างประเทศในการศึกษาวิจัย โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

     ทั้งนี้ โครงสร้างการบริหารงานของมูลนิธิ สวค. เป็นรูปแบบที่มีคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ โดย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานมูลนิธิ ผู้อำนวยการ สศค. เป็นรองประธานมูลนิธิ และ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังคนแรกที่เป็นทางการ คือ ดร. คณิศ แสงสุพรรณ และได้มีการขยายสถานที่ทำงานมาจัดตั้งที่อาคารทิปโก้ เลขที่ 118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น 33-34 ถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 ในปี 2545 เป็นต้นมา

     ต่อมาด้วยความอนุเคราะห์จากกระทรวงการคลัง ทำให้การดำเนินงานของมูลนิธิ สวค. เติบโตอย่างต่อเนื่องและ เป็นที่ยอมรับในบรรดาสถาบันทางวิชาการทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ  นอกเหนือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง มูลนิธิ สวค. ได้ดำเนินงานศึกษาวิจัยให้กับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ (เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ) รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน โดยนับจากปี พ.ศ. 2545 ที่มูลนิธิ สวค. รับดำเนินโครงการวิจัยให้กับหน่วยงานอื่นๆ นอกเหนือจากกระทรวงการคลัง ทำให้ผลงานศึกษาวิจัยของมูลนิธิ สวค.ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2558) มีมากกว่า 300 โครงการ และได้มีการขยายขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมด้านอื่นๆนอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง โดยเฉพาะด้านสังคม และการจัดฝึกอบรม โดยมีภารกิจตามการจดทะเบียนมูลนิธิ ดังนี้

  • การศึกษาวิเคราะห์ วิจัยด้านเศรษฐกิจการเงิน การคลัง และสังคม ตลอดจนการดำเนินการติดตาม รวบรวม รายงานข้อมูลและสถานะทางเศรษฐกิจการเงิน การคลัง และสังคม
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและการฝึกอบรมกับหน่วยงาน/องค์กรภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • การดำเนินการร่วมกับองค์การการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์
  • ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
  • เป็นที่ปรึกษางานด้านการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย จัดฝึกอบรม และจัดสัมมนาในสาขาต่างๆ

     การเติบโตของมูลนิธิ สวค. ควบคู่มากับผลงานที่ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องซึ่งถูกนำไปใช้ในการดำเนินนโยบายสาธารณะของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของมูลนิธิ สวค. กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการร่วมสร้างสรรค์งานวิจัยนโยบายสาธารณะให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต  อีกทั้งมูลนิธิ สวค. ได้มีการจดทะเบียนที่ปรึกษากระทรวงการคลัง และได้รับการต่อทะเบียนที่ปรึกษาตามผลงานที่ได้มีการขยายขอบเขตงานมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

     สำหรับโครงสร้างการบริหารงานของมูลนิธิ สวค. เนื่องจากในระยะแรกของการจัดตั้ง การศึกษาวิจัยของมูลนิธิ สวค. มุ่งไปที่ผลงานที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินนโยบายที่สอดรับกับความต้องการของกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ ดังนั้น ในช่วงแรก มูลนิธิสวค. จึงมุ่งเน้นไปที่งานวิจัยนโยบาย 3 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจมหภาคและการเงิน เศรษฐกิจการคลัง และเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในระยะต่อมาจึงได้มีการขยายขอบเขตงานและมีการปรับโครงสร้างการบริหารงานให้สอดรับกับผลงานศึกษาวิจัยที่ขยายเพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันโครงสร้างมูลนิธิ สวค. จึงประกอบด้วยงานวิจัย 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจมหภาคและการเงิน การค้าการลงทุน นโยบายเศรษฐกิจ การคลังและสังคม และที่ปรึกษาทางการเงิน อีกทั้งยังมีอีก 2 ส่วนงานเพิ่มเติม คือ งานฝึกอบรม และงานบริหารกลาง