Home -> New Update

New Picture (3)        

     “เศรษฐกิจก่อนหน้าฮิตเลอร์เป็นรัฐบาลนั้น เข้าข่ายล่มสลาย การเติบโตติดลบต่อเนื่อง คนตกงานกว่า 6 ล้านคน หรือร้อยละ 33 ของกำลังแรงงาน แต่แค่ 5 ปี เศรษฐกิจเติบโตเกือบ 2 เท่า คนว่างงานเหลือไม่ถึง 5 แสนคน หรือไม่ถึงร้อยละ 1 นับเป็นการแก้เศรษฐกิจแบบปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง”

     ตอนที่ยังมีเลือกตั้งปกติ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง พยายามหักล้างฝั่งที่ชนะการเลือกตั้ง ว่าเผด็จการก็ชนะการเลือกตั้งได้ โดย อ้างเสียงเล่าลือที่ว่า “ฮิตเลอร์ก็เคยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายที่เยอรมัน”แม้ประเด็นนี้จะมีนักประวัติศาสตร์หลายคนชี้ให้เห็นนะครับว่า “แม้ท่านผู้นำจะชนะการเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ไม่เคยชนะแบบพรรคเดียวเลย” ก็ตาม แต่ผมก็ไม่อยากจะเอาของเก่ามาเล่าให้ท่านฟังหรอก เพราะเรื่องน่าสนใจกว่าแยะ คือ “ทำไมคนอย่างฮิตเลอร์ถึงชนะการเลือกตั้ง” ต่างหาก

     ย้อนหลังไปสิบกว่าปี ก่อนฮิตเลอร์จะชนะการเลือกตั้งนั้น เยอรมันกลายเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1918 และต้องยอมจ่ายค่าย “ยอมแพ้” ให้ผู้ชนะ ที่เรียกว่า “ค่าปฏิกรรมสงคราม” เป็นเงินมหาศาล ขนาดที่ว่า ล้มละลายกันได้ง่ายๆประธานาธิบดีฮิเดนเบอร์ก ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งแทนพระเจ้าไกเซอร์ที่สละราชหมาดๆ ต้องยอมรับทุกเงื่อนไข ของผู้ชนะ รวมถึงการจ่ายค่าปรับเกินครึ่งของงบประมาณแผ่นดินทุกปี ให้ผู้ชนะด้วยผล คือ ตอนหลังไม่มีตังค์จ่าย ต้องยอมให้ฝรั่งเศสยึด พื้นที่อุตสาหกรรมที่เรียกว่า “ไรน์แลนด์” ไปแทนค่าปรับ เศรษฐกิจเยอรมันตอนนั้นมีแต่ทรงกับทรุด ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก ที่มีต้นตอมาจากหุ้นตกในสหรัฐฯ เมื่อปี 1930 ก็ยิ่งซ้ำเติมชาวเยอรมัน ให้ชีวิตตกต่ำกันสุดๆ ตกต่ำขนาดใหน? ก็ขนาดที่ว่าคนว่างงานกว่า 30 เปอร์เซ็น หรือ อธิบายให้เห็นภาพคือ คนเดินมา 10 คน ตกงานไป 3 การกินการอยู่หรือก็แร้นแค้น ในสมัยนั้นมีคนไร้บ้าน ไม่มีของกิน ต้องเข้าคิวทำงานแลกขนมปังแทนค่าจ้างกัน เรื่องเงินเฟ้อยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเล่ากันมาว่า “ต้องแบกเงินใส่ตะกร้าไปจ่ายตลาด” ซึ่งพอดีคุณยายแกลืมตะกร้าเงินทิ้งไว้ แต่พอกลับมาปรากฏว่า “ตะกร้าหาย แต่เงินอยู่”

     เราอ่านเรื่องคุณยายอาจขำๆ แต่คนเยอรมัน เค้าไม่ขำด้วยนะครับอยากเปลี่ยนผู้นำเต็มแก่ แต่ไม่มีพรรคให้เลือกมาก เลือกกี่ทีพรรคของท่านจอมพลฮิเดนเบอร์ก ชนะทู้กที และแล้วก็เหมือนฟ้าประทานมา…หนุ่มใหญ่นาม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตนายทหารผ่านศึกเหรียญกล้าหาญ ที่เพิ่มพ้นโทษคดีการเมือง ก็เข้ามาขออาสาประชาชน แก้เศรษฐกิจ โดยการยึดพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรคเล็กๆ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคนาซี

     ตอนแรกก็ไม่ค่อยดีหรอกครับ พรรคสังคมนิยมมันพรรคเล็กอยู่แล้ว มีที่นั่งในสภาไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นเลยแต่ด้วยคำพูดดุดันในสภา ผนวกกับอาการเบื่อพรรคเก่าแก่ที่แก้เศรษฐกิจไม่ได้ เลยหันไปหาพรรคใหม่ ประมาณสโลแกนว่า “เศรษฐกิจไม่ดีนาซีช่วยได้” สุดท้ายฮิตเลอร์ได้คะแนนเสียงแบบก้าวกระโดด และก็ชนะแบบขาดลอยในที่สุด ที่ร้อยละ 47 ในปี 1933 แต่ท่านผู้นำ “ไม่ได้โม้” นะครับ ทั้งๆที่เศรษฐกิจก่อนหน้าฮิตเลอร์เป็นรัฐบาลนั้น เข้าข่ายล่มสลาย คือ การเติบโตติดลบต่อเนื่อง คนตกงานกว่า 6 ล้านคน หรือร้อยละ 33 ของกำลังแรงงาน แต่แค่ 5 ปี เศรษฐกิจเติบโตเกือบ 2 เท่า คนว่างงานเหลือไม่ถึง 5 แสนคน หรือไม่ถึงร้อยละ 1 (ดูรูปประกอบได้) นับเป็นการแก้เศรษฐกิจแบบปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง

     แก้ได้ไม่แก้เปล่า ชีวิตคนเยอรมัน (ส่วนใหญ่) ก็มีความสุขขึ้นจริงๆ มีงานทำ ค่าจ้างสูงขึ้น มีความภาคภูมิใจในชีวิต ของจำเป็นที่ฝันไว้หลายอย่างถูกลง และได้มีโครงการรถคันแรกมีขึ้นก็สมัยท่านผู้นำนี่แหละครับ สมัยก่อนหน้าท่านรถยนต์นี่คนปกติเข้าถึงไม่ได้เลย ท่านเลยให้ผลิตยี่ห้อ “โฟล์กสวาเก้น” ที่แปลว่า “รถของชาวบ้าน” ขึ้นมาขาย ในราคาถูกภายใต้ท่านผู้นำนี่ เยอรมันลืมตาอ้าปากได้เลย นักเศรษฐศาสตร์เมืองอื่นต้องซูฮก แล้วเรียกว่า “ปาฏิหาริย์”ความมหัศจรรย์ดังกล่าวทำให้เยอรมันผนวก (ยึด) ออสเตรีย เข้าเป็นส่วนหนึ่งได้โดยไม่ต้องใช้กำลังใดๆ คือ คนออสเตรียลงประชามติรวมกับเยอรมันกันเอง

     อยากรู้กันแล้วใช้ไม๊ครับ ว่าท่านผู้นำแก้เศรษฐกิจติดลบขนาดนั้นได้อย่างไร?  โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป….