Home -> New Update

New Picture

หลายคนเห็นหัวข้อนี้ก็ถามผมว่า มันเกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือการคลังตรงไหน?” ผมก็ต้องตอบว่า เกี่ยวอย่างยิ่งยวดเลยละก็เพราะศาสนานั้นนอกจากจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต การตัดสินใจ รสนิยม ทางเลือกในการประกอบอาชีพ ฯลฯ แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเงินออม และการจับจ่ายใช้สอย ผ่านเงินทำบุญ บริจาค ไม่น้อยเลย เชื่อไม๊ครับ ในการสำรวจภาวะหนี้นอกระบบของ สวค. เมื่อหลายปีก่อนนั้น พบว่า แม้แต่คนที่เป็นหนี้นอกระบบ ก็มีการทำบุญเดือนหนึ่งๆ หลายร้อยบาท อยู่ (ส่วนเหตุผลของการทำนั้นจะเพราะหวังผลให้ถูกหวยตอนสิ้นเดือนหรือไม่ ก็ไม่ได้ถาม) นอกจากนั้น ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ คลัสเตอร์ศาสนา เช่น พระเครื่อง ดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสังฆทาน ลามไปจนถึงนิตยสารพระ ก็มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันหลายล้านบาท เอาแค่พระสมเด็จวัดระฆังองค์เดียวก็หลาย 10 ล้านบาทแล้วครับ ดังนั้น เรื่องปฏิรูปสงฆ์ จึงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และการคลัง (ในฐานะที่เอาเงินทำบุญไปหักภาษีได้) อย่างตรงๆ ไม่เฉียดไม่อ้อมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามแนวทางปฏิรูปที่พยายามดำเนินการผ่าน สปช นั้น กลับเป็นการเรียกแขก คือ พระ และไม่ใช่พระ ให้มาสวด ชยันโต กัน หลายกัณฑ์ใหญ่ (จะมาสวดมนตร์กันจริงๆนะครับ) เหตุผลก็คือ คณะกรรมการปฏิรูป ที่แต่ละท่านจบเปรียญธรรมกันกี่ประโยคก็ไม่รู้แน่ เสนอให้ ยุบมหาเถรสมาคมลงเพราะการทำงานล่าช้าไม่ทันยุคสมัย แต่สำหรับวงการสงฆ์แล้ว หากเปรียบเทียบการยุบมหาเถรสมาคม กับชาวบ้านอย่างเราก็เหมือนการยุบยกเลิก ไม่ให้มีคณะรัฐมนตรี

ไม่เท่านั้นนะครับ คณะกรรมการมหาเถรฯ ส่วนใหญ่คือ พระผู้ใหญ่ระดับอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ลงแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่จะมีพระเตรียมธุดงค์มาสวด ชยันโต กันนับพันรูปผลก็คือ โครงการนี้ต้องพับห่อ (ไม่ก็รอลักไก่) ไป

อันที่จริงผม และพระที่เตรียมธุดงค์มาสวดชยันโตหลายรูปก็เห็นว่า มหาเถรฯ หรือ มส. ก็ควรต้องมีการปรับปรุงจริงๆนะครับ เพราะตั้งแต่ปฏิรูปให้มีมาในสมัย ร.5 ก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงกันเลย แต่คำถามคือ จะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง? อันที่จริง ในสมัย ร.5 นั้น ก็ไม่ได้นำแนวทางนี้มาจากสวรรค์เบื้องบน หรือนั่งเข้าฌานถามเอาจากฤาษีบนเขาโอลิมปัสแต่อย่างใด เพราะหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ามีการศึกษา case study จาก พระฝรั่งที่กำลังเผยแผ่ศาสนาของพระเยซูในไทย เพื่อนำมาประยุกต์ในการปฏิรูป และตั้ง มหาเถรฯ มาเป็นอย่างดี (อย่างน้อยผมก็เชื่ออย่างนั้น) แล้วถ้าเราจะปฏิรูปอีกรอบ จะไม่ดูแนวทางของ วาติกันเขาเหรอครับ?

ระบบการปกครองของวาติกันนั้น มีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ นับพันปี และมันก็ เวอร์กพอจะควบคุมทั้งพระ และศาสนิกชน ทั่วโลกได้ดีทีเดียว กระผมจึงขอแจกแจงเฉพาะส่วนสำคัญ ดังนี้

ประเด็นแรก ที่เป็นจุดอ่อนของ มส. ที่ถูกโจมตีก็คือ การเลื่อนสมนศักดิ์ เพราะระบบพระของไทยนั้นให้พระผู้ใหญ่กว่าเป็นคนตั้งพระลำดับล่างลงไป เช่น พระเจ้าคุณชั้นสมเด็จ สามารถเลือกใครก็ได้เป็นพระครู เป็นต้น ระบบแบบนี้นั้น หากพระเราดีบริสุทธิ์สดใส ละแล้วซึ่งโลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา และราคะ ก็คงจะไม่มีอะไร แต่หากไม่แล้วก็จะเกิดระบบ เด็กเส้นไปจนถึง วิ่งเต้นกันให้เมามันไม่แพ้วงการราชการบ้านเราวาติกันเองก็เคยมีปัญหาแบบนี้ครับ เมื่อ สันตะปาปา สามารถตั้งพระคาร์ดินัล (รองจากสันตะปาปา เทียบเท่าพระชั้นสมเด็จของบ้านเรา) ได้เอง ผลก็คือ สันตะปาปา วนแต่คนในตระกูลเดียวกันไม่กี่ตระกูล เพราะ พ่อตั้งลูก ลุงตั้งหลาน วนกันไปมาสุดท้ายวาติกัน เลยปฏิรูปเอาระบบ กึ่งประชาธิปไตยคือ ให้คนในระนาบเดียวกันเลือกกันเองมาใช้ ตัวอย่างเช่น การเลือกสันตะปาปานั้น วาติกันใช้พิธีคอนคลีฟ คือ การจับคาร์ดินัลทั่วโลก (ตอนนี้จำกัดเฉพาะอายุต่ำกว่า 80 เพราะคาร์ดินัลแก่ๆทนอดอาหารไม่ไหว) มาประชุมเพื่อเลือก 1 ในคาร์ดินัลเป็นสันตะปาปา ตำแหน่งอื่นก็คล้ายกันครับ อย่างการตั้งคาร์ดินัลที่ว่าง ก็จะใช้การซาวด์เสียงจาก พระบิชอป ด้วยกัน แล้วค่อยเอาชื่อคนหนึ่งคนนั้นให้วาติกันตรวจสอบอีกทีว่าไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามใช่หรือไม่ ซึ่งโดยปกติหากคุณสมบัติครบถ้วน วาติกัน ก็ไม่ค่อยเถียงหรอก เพราะเชื่อว่า เพื่อนกันรู้กันดี และคนถูกปกครองย่อมเลือกคนดีสุดสำหรับตนเป็นผู้ปกครอง

ประเด็นที่สอง คือ การรับเหมางานคนเดียวของพระมหาเถระ ที่มีอายุเฉียดร้อย รับงานคนเดียวหมายถึงว่า ทั้งงาน ปกครอง บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ ล้วนอยู่แก่มหาเถระเพียงผู้เดียว คือ มส. ที่มีพระพรรษาสูงมากเป็นกรรมการ รับทั้งการออกข้อห้ามเพิ่มเติมจากพระวินัย การดูแลพระสงฆ์ในต่างจังหวัด (ทั้งที่วัดตัวเองอยู่กรุงเทพฯ) ตัดสินอธิกรณ์ (เช่นตัดสินว่าปาราชิกหรือไม่) และประธานกิจกรรมส่งเสริมพุทธศาสนาด้วยแบบนี้ก็ทำไม่ไหวละมั้งครับ วาติกันไม่มีปัญหาแบบนี้ครับ เขามีการแบ่งงาน ภาระรับผิดชอบของแต่ละคาร์ดินัล และบาทหลวงชัดเจน (เว้นคาร์ดินัลกิตติมศักดิ์) โดย มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ ฝ่ายพื้นที่ กับ ส่วนกลาง ฝ่ายพื้นที่ ก็จะมีคาร์ดินัลและบิชอบเป็นหัวหน้าใหญ่ของแต่ละสังฆมณฑล งานหลักของบาทหลวงสายนี้ก็คือการบริการประชาชนนั้นแหละครับ บางรูปก็แค่ทำพิธี บางรูปก็สอนหนังสือ บางรูปก็รักษาพยาบาล มีงานเยอะแยะ อีกฝ่ายคือส่วนกลาง อันนี้ มีตั้งเป็นกระทรวงเลย มีคาร์ดินัลเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวง โดยมีทั้งกระทรวงสามัญแบบประเทศทั่วไป เช่น มหาดไทยและความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศ (มีทูตด้วยนะ) และกระทรวงชื่อประหลาดหู ที่มีแค่วาติกัน อย่าง กระทรวงการสถาปนานักบุญ (บ้านเราน่าทำนะ กระทรวงสถาปนาพระอรหันต์..แหะๆ) การแบ่งแบบนี้ เลยเป็นการกระจายงานตามความถนัดกันไป เลยไม่เกิดการโหลดงาน นอกจากนั้น การทำงานก็มีประสิทธิภาพดี ไม่ล่าช้า

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า วาติกันโมเดล นั้น น่าสนใจไม่หยอก เลยทีเดียว สปช. สนช. และอีกสารพัดตัวย่อ กับ มหาเถรฯ และเหล่าชาววัด จะไม่ลองเหลียวดูสักนิดหรือครับ? บางที หากชาวพุทธเปิดใจให้กว้าง อาจจะมีพื้นที่ดีๆตรงกลาง ที่ตอบโจทย์ทั้ง 2 ฝั่งก็ได้